📈 วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำ: ช่วงปลายปี 2568 ถึง ต้นปี 2569

ราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2568 โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งหลายด้าน การวิเคราะห์แนวโน้มในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า ทองคำยังคงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อ โดยได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (Bullish Factors)
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะหนุนราคาทองคำในช่วงปลายปี 2568 และต่อเนื่องไปถึงปี 2569 มีดังนี้:
1. นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
• แนวโน้มลดดอกเบี้ย: การคาดการณ์ที่ว่า Fed จะเริ่มวงจรการ ลดอัตราดอกเบี้ย ในปี 2568 และต่อเนื่องในปี 2569 เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุด
o เมื่อดอกเบี้ยลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยจะลดลง ทำให้ทองคำกลับมาน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือเงินฝาก
o การลดดอกเบี้ยมักทำให้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ราคาทองคำที่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์สูงขึ้น
• การคาดการณ์: นักวิเคราะห์บางรายคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสพุ่งไปแตะระดับ $4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่านั้นในช่วงปลายปี 2568 ถึงไตรมาส 2 ของปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ Fed ดำเนินการลดดอกเบี้ยจริง
2. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Uncertainty)
• ความตึงเครียดทั่วโลก: ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, และความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนมองหา ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างต่อเนื่อง
3. อุปสงค์จากธนาคารกลาง (Central Bank Demand)
• การซื้อต่อเนื่อง: ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงสถานะเป็น ผู้ซื้อสุทธิ (Net Buyer) ของทองคำอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนา โดยการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเป็นการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองและลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แรงซื้อจากสถาบันนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่สำคัญ

ปัจจัยที่อาจเป็นความเสี่ยง (Bearish Factors)
แม้จะมีแรงหนุน แต่ก็มีปัจจัยที่อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้ในช่วงดังกล่าว:
• การเทขายทำกำไร: เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาสูงมาก การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อย่างรวดเร็ว หรือการลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างกะทันหัน อาจกระตุ้นให้เกิด การขายทำกำไร (Profit-Taking) ครั้งใหญ่ของกองทุนและนักลงทุนสถาบัน
• การปรับดอกเบี้ยที่ผิดคาด: หาก Fed ตัดสินใจ ลดอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ไว้ หรือมีสัญญาณว่าต้องชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป จะส่งผลให้ราคาทองคำถูกกดดัน
• การเก็งกำไรที่มากเกินไป: นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วบางส่วนอาจมาจาก แรงเก็งกำไรจากกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงและอาจนำไปสู่การปรับฐานอย่างรุนแรงเมื่อกระแสสิ้นสุดลง
บทสรุปและกลยุทธ์การลงทุน
แนวโน้มราคาทองคำในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 มีทิศทางเป็น ขาขึ้น โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของ Fed และความกังวลทางเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนจะยังคงสูงมาก
กลยุทธ์ที่แนะนำ:
• ระยะยาว/ทยอยสะสม: สำหรับนักลงทุนระยะยาว ควรใช้กลยุทธ์ "ทยอยสะสม" (Dollar Cost Averaging) เพื่อเฉลี่ยต้นทุน และพิจารณาจัดสรรทองคำในสัดส่วน 5%-15% ของพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง
• ระมัดระวังการเก็งกำไรระยะสั้น: การเข้าลงทุนในช่วงที่ราคาสูงมากต้องใช้ความระมัดระวัง และควรมีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความเสียหายจากการปรับฐานราคา
บทความโดย : ทองราคาวันนี้.com