เปรียบเทียบ: ทองคำแท่ง (Physical Gold) vs. กองทุนรวม/ETF ทองคำ (Paper Gold)

เมื่อตัดสินใจที่จะลงทุนในทองคำแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและรูปแบบชีวิตของคุณ โดยหลัก ๆ แล้ว การลงทุนในทองคำสามารถแบ่งได้เป็นสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ ทองคำทางกายภาพ (Physical Gold) และ ทองคำแบบกระดาษ (Paper Gold) ซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป
ตารางสรุปการเปรียบเทียบ
มื่ออำนาจการซื้อของสกุลเงินลดลงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทองคำมักถูกมองว่าเป็น "สินทรัพย์ที่แท้จริง (Real Asset)" และมักจะปรับตัวขึ้นตามหรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมูลค่าของทองคำไม่ได้ผูกติดอยู่กับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง ทำให้มันสามารถรักษาและเพิ่มอำนาจการซื้อของคุณไว้ได้ในระยะยาว
|
คุณสมบัติ |
ทองคำแท่ง/รูปพรรณ (Physical Gold) |
กองทุนรวม/ETF ทองคำ (Paper Gold) |
|---|---|---|
|
การถือครอง |
ถือครองสินทรัพย์จริง |
ถือหน่วยลงทุน (AUM) ที่อ้างอิงราคาทองคำ |
|
ความเสี่ยงคู่สัญญา |
ต่ำ (ไม่มี) |
มี (ความเสี่ยงในการจัดการกองทุน/ผู้ออก) |
|
ความสะดวกในการซื้อขาย |
ต้องไปที่ร้านทอง/บริษัทค้าทองคำ |
ซื้อขายง่ายผ่านบัญชีหลักทรัพย์/โบรกเกอร์ |
|
สภาพคล่อง |
ปานกลาง (อาจมีส่วนต่างราคาซื้อขายสูง) |
สูง (ซื้อขายได้ทันทีในตลาดรอง) |
|
ต้นทุนการลงทุน |
ค่ากำเหน็จ, ส่วนต่างราคาซื้อขาย, ค่าจัดเก็บ/ประกัน |
ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) |
|
ความเสี่ยงด้านจัดเก็บ |
สูง (ต้องเก็บรักษาเอง) |
ต่ำ (กองทุนจัดการให้) |
|
การใช้เงินลงทุน |
ต้องใช้เงินจำนวนมาก (ตามน้ำหนักทอง) |
เริ่มต้นได้ด้วยเงินจำนวนน้อย |
|
วัตถุประสงค์หลัก |
สะสมความมั่งคั่งระยะยาว, ป้องกันความเสี่ยงสูงสุด |
เก็งกำไร, กระจายความเสี่ยง, สะดวกสบาย |
1. ทองคำทางกายภาพ (Physical Gold): ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ
นี่คือการลงทุนในทองคำที่คุณสามารถ จับต้องได้จริง
👍 ข้อดี
• ปลอดความเสี่ยงคู่สัญญา (No Counterparty Risk): เมื่อคุณถือทองคำไว้ในมือ คุณไม่ต้องกังวลว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินจะล้มละลาย
• ความมั่นคงทางจิตใจ: การได้ถือสินทรัพย์ที่จับต้องได้ให้ความรู้สึกปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
• ยอมรับทั่วโลก: ทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่มีมาตรฐาน (เช่น LBMA) ได้รับการยอมรับและสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เกือบทุกที่ในโลก
👎 ข้อเสีย
• ความเสี่ยงด้านการจัดเก็บและประกัน: คุณต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการเก็บรักษาทองคำให้ปลอดภัยจากโจรกรรมหรือความเสียหาย
• ค่าธรรมเนียมสูง: อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่ากำเหน็จ (สำหรับรูปพรรณ) และส่วนต่างราคาซื้อขาย (Bid/Ask Spread) ที่กว้างกว่า
• สภาพคล่องต่ำกว่า: การขายทองคำในปริมาณมากอาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและตกลงราคา
2. ทองคำแบบกระดาษ (Paper Gold): กองทุนรวมทองคำ (Gold Fund) และ ETF ทองคำ (Gold ETF)
เป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนหรือตราสารที่ อ้างอิงราคาทองคำ โดยที่กองทุนจะทำหน้าที่จัดเก็บทองคำทางกายภาพแทนคุณ
👍 ข้อดี
• ความสะดวกและสภาพคล่องสูง: สามารถซื้อขายได้ง่ายและรวดเร็วผ่านตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทจัดการกองทุน เหมือนกับการซื้อขายหุ้น
• ใช้เงินลงทุนน้อย: สามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยได้ ทำให้เหมาะกับนักลงทุนทุกระดับ
• ลดความเสี่ยงด้านจัดเก็บ: คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาและการประกันภัย เนื่องจากกองทุนเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ทองคำให้
👎 ข้อเสีย
• มีความเสี่ยงคู่สัญญา (Counterparty Risk): แม้จะต่ำ แต่ยังมีความเสี่ยงหากบริษัทจัดการกองทุนหรือผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodian) มีปัญหา
• มีค่าธรรมเนียมการจัดการ: ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีให้กับกองทุน (Management Fee) ซึ่งจะถูกหักออกจากผลตอบแทนของคุณ
• ไม่สามารถจับต้องได้จริง: คุณไม่ได้เป็นเจ้าของทองคำแท่งโดยตรง แต่เป็นเจ้าของหน่วยลงทุนที่อ้างอิง

ข้อแนะนำในการเลือก
1. หากคุณต้องการความปลอดภัยสูงสุดและต้องการเก็บทองคำไว้เป็นมรดก หรือเป็น "ประกันชีวิต" ในระยะยาวอย่างแท้จริง: ทองคำแท่ง คือตัวเลือกที่ดีที่สุด แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บก็ตาม
2. หากคุณต้องการความยืดหยุ่น ความสะดวกในการซื้อขาย และใช้เงินลงทุนไม่มากเพื่อกระจายความเสี่ยง: กองทุนรวมทองคำหรือ ETF ทองคำ จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ไม่ว่าคุณจะเลือกรูปแบบใด สัดส่วนการลงทุนในทองคำที่เหมาะสมโดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 5% ถึง 15% ของพอร์ตการลงทุนรวม เพื่อให้พอร์ตมีความสมดุลและสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความโดย : ทองราคาวันนี้.com