Head Top
🏆 เปรียบเทียบ: ทองคำแท่ง VS ทองรูปพรรณ ลงทุนแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน?
การลงทุนใน ทองคำ เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เนื่องจากถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ดี แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ สิ่งที่ต้องตัดสินใจคือควรลงทุนใน ทองคำแท่ง หรือ ทองรูปพรรณ ดี? บทความนี้จะเปรียบเทียบความแตกต่าง ข้อดี และข้อเสียของทองคำทั้งสองรูปแบบเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของคุณ


🥇 ทองคำแท่ง (Gold Bar)
ทองคำแท่งคือทองคำในรูปแบบมาตรฐาน มีความบริสุทธิ์สูง (โดยทั่วไป 96.5% หรือ 99.99%) และมักใช้เพื่อการลงทุนและการสะสมเป็นหลัก
👍 ข้อดีของทองคำแท่งสำหรับการลงทุน
• ส่วนต่างราคาซื้อ-ขายต่ำ (Spread): ร้านทองส่วนใหญ่มักรับซื้อคืนในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกและหักค่าธรรมเนียมน้อยมากหรือไม่หักเลย (โดยเฉพาะทองคำแท่งน้ำหนัก 5 บาทขึ้นไป)
• ไม่มี/มีค่ากำเหน็จต่ำ: จุดประสงค์หลักคือเพื่อการลงทุน ทำให้ไม่มีการคิด ค่ากำเหน็จ (ค่าแรงในการขึ้นรูป) หรือมี ค่าบล็อก ในกรณีน้ำหนักน้อย ซึ่งต่ำกว่าค่ากำเหน็จของทองรูปพรรณมาก
• รักษามูลค่าได้ดีเยี่ยม: เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะไม่เกิดความเสียหายจากการสวมใส่ (สึกหรอ)
• สภาพคล่องสูง: ซื้อขายง่าย อ้างอิงราคาชัดเจนตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ
👎 ข้อเสียของทองคำแท่งสำหรับการลงทุน
• เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า: โดยปกติมักต้องซื้อในน้ำหนักที่มากพอสมควร (เช่น 1 บาทขึ้นไป)
• ความเสี่ยงในการเก็บรักษา: เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง การเก็บรักษาด้วยตนเองจึงต้องมีความปลอดภัยสูง อาจมีค่าใช้จ่ายในการเช่าตู้เซฟ
• ไม่สามารถใช้งานได้: ไม่สามารถนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับได้


💍 ทองรูปพรรณ (Gold Ornament)
ทองรูปพรรณคือทองคำที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน มีความบริสุทธิ์มาตรฐาน 96.5%
👍 ข้อดีของทองรูปพรรณสำหรับการลงทุน
• สามารถใช้งานได้จริง: มีความสวยงาม สามารถสวมใส่เพื่อเป็นเครื่องประดับ หรือมอบเป็นของขวัญได้
• เริ่มต้นลงทุนได้ง่ายกว่า: สามารถซื้อในน้ำหนักน้อย ๆ (เช่น 1 สลึง) เพื่อเป็นการออมหรือเริ่มต้นลงทุนได้
• ใช้เป็นเครื่องแสดงสถานะ: สามารถสวมใส่เพื่อแสดงถึงฐานะและความมั่งคั่ง
👎 ข้อเสียของทองรูปพรรณสำหรับการลงทุน
• มีค่ากำเหน็จสูง: ต้องจ่าย ค่ากำเหน็จ ซึ่งเป็นค่าออกแบบและค่าแรงในการผลิต ทำให้ราคาซื้อสูงกว่าราคาทองคำแท่งในน้ำหนักเดียวกันมาก
• ราคารับซื้อคืนถูกหักเยอะ: เมื่อนำไปขายคืน ร้านทองจะหักค่ากำเหน็จออกไป และอาจมีการหักค่าสึกหรอ/ค่าเสื่อมจากการสวมใส่ (ประมาณ 5% ของมูลค่า) ทำให้ราคาขายคืนต่ำกว่าราคาตลาดมาก
• ความบริสุทธิ์อาจลดลง: มีโอกาสที่น้ำหนักจะลดลงจากการสึกหรอหรือการสูญเสียเนื้อทองจากการสวมใส่
• สภาพคล่องต่ำกว่า: การซื้อขายมักมีขั้นตอนการตรวจสอบความเสียหายและอาจได้ราคาที่แตกต่างกันไปตามความประณีตของลวดลาย

⚖️ สรุปเปรียบเทียบในมุมมองนักลงทุน
รายละเอียด ทองคำแท่ง/รูปพรรณ (Physical Gold) ทองรูปพรรณ
วัตถุประสงค์หลัก ลงทุน เก็งกำไร และสะสมทรัพย์สิน สวมใส่ เครื่องประดับ ออมระยะยาว
ความบริสุทธิ์ สูง (96.5% หรือ 99.99%) มาตรฐาน 96.5% (ต้องผสมโลหะอื่นเพื่อให้ขึ้นรูปได้)
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ต้นทุน) ค่าบล็อก (เฉพาะน้ำหนักน้อย) ค่ากำเหน็จสูง (ค่าแรง + ค่าออกแบบ)
ราคารับซื้อคืน สูง (หักน้อยมาก/ไม่มีเลย) ต่ำ (ถูกหักค่ากำเหน็จและค่าสึกหรอ)
ความเหมาะสม นักลงทุนที่เน้นกำไรระยะยาว และต้องการรักษามูลค่า ผู้ที่ต้องการสวมใส่ และออมไปพร้อมกัน
ความเสี่ยงในการเก็บ ถูกโจรกรรม (ต้องเก็บอย่างรัดกุม) ถูกโจรกรรม / สูญหาย / สึกหรอจากการใช้งาน

🎯 ข้อสรุป: ควรเลือกแบบไหนดี?
คำตอบขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ ของคุณ:
1. ถ้าต้องการ "ลงทุน" เพื่อเก็งกำไรในระยะยาว หรือเก็บเป็นสินทรัพย์:
o ✅ เลือก ทองคำแท่ง: เพราะต้นทุนต่ำกว่า ราคารับซื้อคืนสูงกว่า และมูลค่าไม่ลดลงจากการใช้งาน ทำให้มีโอกาสทำกำไรได้ดีที่สุด
2. ถ้าต้องการ "สวมใส่" เพื่อความสวยงาม หรือมอบเป็นของขวัญ และเน้นการออมเป็นหลัก:
o ✅ เลือก ทองรูปพรรณ: แม้ราคาขายคืนจะถูกหักเยอะ แต่ก็ได้ประโยชน์จากการใช้งานร่วมด้วย หากคุณเป็นนักลงทุนที่จริงจังและมุ่งหวังกำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ ทองคำแท่ง จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

บทความโดย: ทองราคาวันนี้.com
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้